?

Log in

No account? Create an account

Previous Entry

Fiction : "If no us tomorrow..." {MinJae}


Fiction : "If no us tomorrow..."
Pairing : MinJae




ผมใจหายวาบเมื่อชางมินผละหนีออก
ผม...แค่เห็นยุนโฮชอบทำแบบนี้
ก็เลยลองทำดูบ้าง
ก็...ผมคิดแค่ว่าชางมินก็เป็นคนหนึ่งในครอบครัวผม


ครอบครัวที่ผมพยายามสร้าง...
เพราะผมไม่เคยมี


บางที...ชางมินคงไม่ได้มองผมเป็นพี่ชายเหมือนพี่ยุนโฮของเขาละมัง


สุดท้ายผมก็พูดขอโทษออกไปด้วยใจละอาย
ลืมตัวไปว่าชางมินโตเกินกว่าจะทำเหมือนเป็นเด็กๆ แล้ว
และชางมินเองก็คงไม่ใช่คนที่ผมจะทำแบบนี้ด้วยได้



บรรยากาศระหว่างเราสองคนค่อยๆ ดีขึ้น
เมื่อเสียงร้องหวานสูงของชางมินซึมลงในหัวใจผม


ผมเป็นคนพูดน้อย... ถึงจะสนิทกันก็ยังยากที่จะเข้าใจ
มันเป็นลักษณะเฉพาะของคนอย่างผม
ที่อาจทำให้ใครๆ เบื่อผมได้ง่ายๆ


แต่ว่าถ้าผมได้ใกล้ชิดใครแล้วล่ะก็... ผมให้หมดใจเลย
ผมมีเพื่อนน้อยคน แต่คนที่ผมคบและคบผมได้ล้วนแต่ถึงไหนถึงกันทั้งนั้น
ยุนโฮ ยูชอน...
ผมรู้จักสองคนนี้เพราะคอร์สเรียนดนตรีของสถาบันในย่านวัยรุ่น
คลุกคลีกันมาเกือบสี่ปี ใช้ภาษาดนตรีคุยกันเสียมากกว่าคำพูดธรรมดา


แล้วผมก็ได้มีโอกาสฟังเสียงของเทวดา
เป็นครั้งแรกในชีวิต...




จริงๆ แล้วการเจอกันของผมกับชางมินก็ดูไม่มีอะไร
แต่กลับเป็นเหตุการณ์ที่ผมจำฝังใจ
มันสวยงามเกินกว่าจะลืมได้...
แต่ก็ยากที่จะหาเหตุผลมาบอกว่าทำไมมันถึงยังคงกระจ่างชัดในหัวใจจนทุกวันนี้


ผมคงถูกชะตากับเด็กคนนี้มาก
เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่ผมอยากแต่งเพลงให้

และ...
ชางมินก็เป็นหนึ่งในนั้น




***********************************************************





"แจจุงๆ ตกลงอยากกินไรว่ะ พรุ่งนี้แล้วนะเว้ยยย"
หนุ่มรุ่นน้องที่ซี้กันจนเป็นเพื่อนสนิทตะโกนถาม
ขณะที่ร่างสมส่วนกำลังจะเดินพ้นประตูห้องซ้อมออกไป

"ถามมาเป็นอาทิตย์แล้ว ยังไม่ได้คำตอบอีกหรอ?"
ยูชอนหันไปเอาคำตอบจากคนที่เพียรถามซ้ำๆ
ยุนโฮส่ายหน้า...
ก่อนจะวิ่งไปดึงปกคอเสื้อของบุคคลที่ตกเป็นประเด็นก่อนที่จะหนีไปอีก


"ไม่เอาอ่ะ คิดไม่ออก ช่างมันเถอะ"
แจจุงส่ายหัวดิก พลางปัดมืออีกฝ่ายออกไป


"ไม่เอาๆๆๆ วันเกิดนายทั้งที.. เพื่อนอยากกินของฟรีนะเว้ย"

"อ๊าว ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงหรอเนี่ย"
แจจุงรีบถามกลับทันควัน
ขณะที่ยุนโฮเอาแต่หัวเราะให้ความด้านของยูชอน


"พรุ่งนี้ไปบ้านฉันละกัน"
แจจุงตอบสั้นๆ ยกมือขึ้นโบกลา ปล่อยให้อีกสองคนเฮลั่น


...ยากมากที่จะทำให้ผู้ชายคนนี้รู้สึกพิเศษกับวันเกิดของตัวเอง


ยุนโฮและยูชอนวิ่งไล่ตามเพื่อนรูปหล่อที่รู้จักกันมานานสี่ปีออกไป
ปากก็ร้องเอ่ยแซว... แจจุงจอมเก็ก แจจุงจอมเก็ก
แจจุงได้แต่ยิ้มเขินไม่หยุด
สายตาของคนมากมายที่ผ่านไปมาในย่านดังของหมู่วัยรุ่นกำลังจับจ้องมา

สามหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน...
เป็นแก็งค์ที่สาวๆ เห็นต้องเหลียวหลังมอง
คนนึงหล่อเหล่า ยิ้มหวาน แต่ยากจะเข้าใจ... คิมแจจุง
อีกคนดูดี สูงสง่า ติดจริงจังไปเสียทุกเรื่อง... ชองยุนโฮ
และคนสุดท้ายขี้เล่น ร่าเริง แต่รักการเป็นคาสโนว่า... ปาร์คยูชอน
สามเกลอที่รู้จักกันได้เพราะดนตรี
และใฝ่ฝันที่จะเดินบนเส้นทางเดียวกัน


ไม่มีใครรู้เลยว่าอีกไม่นานมันก็เป็นแค่อดีต






"แต่น แตน แต๊นนนนนน..."
เสียงเอะอะดัดเป็นจังหวะดังขึ้นทันทีที่ประตูเปิดออก
เจ้าของห้องยิ้มแป้น...ยิ้มในแบบที่นานๆ จะเห็นสักที
สองหนุ่มยืนยิ้มยิงฟันแข่งกัน มือสองคู่ยื่นของขวัญกล่องโตให้

"ไว้ค่อยเปิดนะเว้ย รอให้พวกเรากลับก่อน"
แจจุงรับคำ ก่อนจะพาทั้งสองเข้ามาในห้อง

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เจอ....
คนสำคัญของคนคนนี้
ในวันนี้...


"นี่แฟนฉันเอง จีเฮ"
"จีเฮครับ นี่เพื่อนๆ ผม"


คนที่ถูกแนะนำก่อนโค้งให้
ยุนโฮกับยูชอนที่กำลังตะลึงกับเซอร์ไพร์สครั้งนี้โค้งกลับแทบไม่ทัน



สาวสวยยิ้มหวานให้
บทสนทนาเริ่มขึ้นเมื่อแจจุงขอตัวไปยกอาหารมาตั้งโต๊ะ
ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด
ถ้าความสุขแบบนี้ดำรงอยู่ได้ตลอดไป..ก็คงด


...วันเกิดปีนี้ ผมหวังว่าผมจะได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกับคนเหล่านี้ตราบนานเท่านาน...



"เอ้ย อะไรกัน คบกันมาตั้งเก้าปีแล้วหรอ??"
เสียงของหนุ่มเจ้าชู้ดังแผ่ดขึ้นขณะลงมือโซ้ยไก่อบ
จีเฮหัวเราะตอบ แจจุงรีบบอกให้ยูชอนรีบๆ ยัดไก่ให้หมดๆ ซะที

"อะไร ถามแค่นี้ ทำเขินนะ"
ยุนโฮหยอกเข้าบ้าง พลางบ่นงุบงิบว่าคู่ของเพื่อนหนุ่มดูน่าอิจฉา
จีเฮบอกว่าเธอโชคดีที่ได้มีแจจุงอยู่เคียงข้างมาตลอดเก้าปี
น่าเสียดายที่เธอเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น...
เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันจึงน้อยไปบ้าง

"งั้นคืนนี้ก็ค้างที่นี่นะซิ"
หนุ่มหน้าทะเล้นทำตาโต
ก่อนจะโดนฟาดกลางหลังไปหนึ่งทีโทษฐานลามปา
เสียงหัวเราะครืนตามมาเยาะเย้ยยูชอนเสียลั่นห้อง
เจ้าตัวได้แต่ลูบหลังป่อยๆ ยังไม่วายทำหน้าล้อไม่รู้จักเข็ด


ยุนโฮเลี่ยงออกไปรับโทรศัพท์...
ก่อนจะเดินกลับเข้ามาขอโทษขอโพยยกใหญ่

"ลูกพี่ลูกน้องฉันจากออสเตรเลียมาถึงก่อนกำหนด.. ตอนนี้ไม่มีใครว่างไปรับ ที่บ้านเลยวานฉัน"


"รับแล้วแวะมานี่อีกซิ นี่เพิ่งจะหกโมงกว่าๆ อยู่เลย"
ยุนโฮยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเจ้าของงานยื่นข้อเสนอ
ก่อนจะพยักหน้าหงึกหลังจากยูชอนช่วยคะยั้นคะยออีกแรง



เกือบสองทุ่ม...
แจจุงเปิดประตูรับคนคุ้นเคยอีกหน
ก่อนจะชะเง้อมองใครอีกคนที่ตามมาด้วย


"นี่ชางมิน.. ชิมชางมิน"






ผมจำได้ว่ามันต่างไปจากที่คิด..
ผมจึงได้แต่ผงกหัวน้อยๆ ให้เด็กร่างสูงด้านนอก
ก่อนจะเชื้อเชิญให้เข้ามา

ยูชอนวิ่งถลาไปสปี๊กอิงลิชด้วยอย่างสนุกปา
ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องส่วนตัวของใครๆ มากนัก
ผมจึงเพิ่งจะรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องของยุนโฮคนนี้ก็สนิทกับยูชอนมานานแล้วเหมือนกัน

ผมยืนมองอยู่ห่างๆ ให้คนที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานพูดคุยกันเต็มที่
หน้าตาคมคาย หุ่นดี แขนขายาวเหมือนพี่ไม่มีผิด..
ผมพินิจพิเคราะห์อยู่เงียบๆ จนรู้สึกว่าเราสองคนสบตากันบ่อยเกินไป

บางที...ชางมินคงรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไหร่ที่จู่ๆ ก็มีคนมาจ้องมองเขาแบบนั้น




ผมเลี่ยงเข้าครัวไปเพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอก
และรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำ


จีเฮตามผมเข้ามา
เธอกอดผมจากด้านหลัง
เธอถามผมว่า ผมมีความสุขไหม


ผมกุมมือของเธอที่ประสานอยู่ช่วงเอวของผมขึ้นมาจุมพิต
แล้วบอกกลับไปว่า.. เธอคือสิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิต
ผมมีความสุขได้เพราะมีจีเฮ


เธอกดหน้าเข้าแนบแผ่นหลังของผม
เธอร้องไห้?!!


ผมหันหลังกลับ กอดเธอด้วยสองมือที่ไร้เรี่ยวแรง
เธอคือสิ่งล้ำค่าสิ่งเดียวที่ผมได้รับ
ถ้าทำได้.. ผมไม่อยากจะเห็นเธอเสียใจเลยสักครั้ง





"แจจู้งงงงงงง แจจูงงงง~~~"

เสียงยูชอนเรียกผม.. ตามมาด้วยเสียงวิ่งตึงๆ
คงกะจะเข้ามาตามผม

แต่เสี้ยววินาทีนั้น...ผมเกินจะควบคุมตัวเอง
เพราะผมไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ผมจะรับมือกับมันได้ยังไง

ผมลากจีเฮออกไป
แว่บหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ
ผมกลั้นน้ำตาตัวเอง
มือผมบีบมือนุ่มๆ ของคนที่ผมรักหมดใจเอาไว้แน่น


เราวิ่งผ่านสามคนที่เหลือในห้องไปยังประตูทางออก
และเป็นอีกแว่บหนึ่งที่ผมสบตาชางมิน



น้ำตาผมมันไหลในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...





**********************************************






"พี่เค้าเป็นอะไร"
ผมถามอีกสองคนที่ยืนนิ่ง
หลังจากลมหอบใหญ่พัดเข้ามาและหายไป
เมื่อประตูห้องเปิดออกและปิดลง


"ไม่รู้ว่ะ เหมือนจีเฮจะร้องไห้"

"มันมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า"

"ไม่นะก่อนหน้านี้ก็เห็นคุยกันดี"

"อ้าว แล้วมันยังไงกันว่ะ"


ต่างคนต่างมองหน้ากันไปมา
ผมเป็นอีกคนที่เพิ่งเข้ามา... ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี


"ผมว่าเรากลับกันก่อนไหม"
ผมเสนอความคิดเห็น.. แต่ไม่มีใครเห็นด้วย
สรุปพวกเราจึงนั่งรอให้พี่แจจุงกลับขึ้นมา

"ทำไมต้องเป็นวันเกิดมันด้วยว่ะ"
พี่ยุนโฮพูดพลางถอนหายใจ
ผมส่งคิ้วขมวดให้แทนคำถาม
พี่ยูชอนเริ่มอธิบายให้ผมฟัง
ขณะพี่ชายของผมลองโทรตามคนที่หายไป


ผมจึงได้รู้ว่า
ผู้ชายที่ชื่อคิมแจจุงไม่ค่อยจะแคร์อะไรกับเรื่องพวกนี้มากนัก
เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เขาคิดจัดงานวันเกิดขึ้น ตั้งแต่ที่คบกันมาสี่ปี
อาจเพราะผู้หญิงคนนั้นตั้งใจจะกลับมาร่วมฉลองด้วยละมั้ง


ผมกวาดตามองห้องโอ่งโถง
ดูดีกว่าคอนโดของผมเองที่ออสเตรเลียเสียอี
พี่ยุนโฮเสริมว่า.. พ่อแม่ของพี่แจจุงเสียตั้งแต่เขายังแบเบาะ
และต้องอยู่คนเดียวมาตลอด
พอพ้นวัยบรรลุนิติภาวะทรัพย์สมบัติท้งหมดจึงถูกโอนให้ตามกฎหมาย
จนเจ้าตัวเองก็ยังตกใจ... เพราะที่ใช้ที่มีอยู่ในธนาคารของตัวเองก็เยอะถมเถ
แต่ตอนนี้ยอดรวมทั้งหมดมันมหาศาลจนเกินคะเ


"เสียอย่างเดียวที่หมอนั่นเป็นคนเงียบๆ เงียบเกินไป"

"ไม่ใช่แค่อย่างเดียวล่ะมั้ง... ลองมองตามันดิ จะรู้เลยว่าว่างเปล่า เฮ้อออออออ"


พี่ชายทั้งสองถกเถียงกันเอง
ส่วนผม... ก็แอบเก็บข้อมูลในหัว
โดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่า..เก็บไปเพื่ออะไ


"แล้วเมื่อไหร่มันจะรับสายว่ะเนี่ย"
คนที่ถูกพูดถึงแง้มประตูเข้ามาเงียบเชียบ
ทุกสายตามองไปที่จุดๆ เดียว
แต่ไม่มีใครกล้าถามว่าทำไมถึงกลับมาเพียงลำพัง


พี่แจจุงเดินไร้ชีวิตเข้ามาใกล้
เขาก้มหน้าสวยๆ นั่นอยู่ตลอด
ผมรู้.. รู้ว่าเขากำลังร้องไห้


อีกครั้งที่ผมร้อนวูบไปทั้งหน้า...
ผมสบตาเขาอีกหนแล้ว.....





ใกล้รุ่งสาง...ผมยังไม่ได้กลับบ้าน
แต่ก็ไม่มีใครโทรตามผมสักคน
ส่วนพี่ยุนโฮก็นอนเมาอยู่บนโซฟา
พี่ยูชอนกลิ้งอยู่บนพื้น ครางอะไรไม่รู้ฟังไม่ได้ศัพท์
ส่วน..อีกคน ผมตื่นมาก็ไม่เห็นแล้วล่ะ


เมื่อคืนไม่มีใครถามไม่มีใครพูด
ต่างคนต่างรู้ว่า...คงเป็นปัญหาร้ายแรง
ไม่มีคำปลอบใจ แต่กลับเอาแต่นั่งซัดเหล้า
ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า ผู้ชายคนนี้ตัวคนเดียวจริงๆ
พูดถึงแต่สิ่งที่จำเป็น
และเก็บความทุกข์เอาไว้เพียงลำพัง


คงมีแต่ผู้หญิงคนนั้นละมั้งที่เขาเปิดเผยได้ทุกเรื่อง
สายตาที่เขามองจีเฮไม่เหมือนที่มองใครๆ


เวลาที่ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยผ่านไปทั้งคืน
ผมนั่งจิบเบียร์และลอบมองดวงตาคู่นั้น

มันว่างเปล่าจริงๆ





ผมออกจากตัวตึกสูง แล้วเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ
อากาศเย็นเพราะแสงจากดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า
น่าแปลกที่ผมเอาแต่สอดส่ายมองหาร่างของคนที่ผมเพิ่งรู้จัก
ไม่หรอก...ผมก็แค่กลัวว่าเขาจะเป็นหวัด



ครู่เดียวผมก็ได้ยินเสียงจาม
ผมวื่งตามเสียงนั้นไป
อีกมุมหนึ่งของถนน.. เขานั่งพิงกำแพงด้าน
จมูกแดง ขอบตาช้ำ ผิวที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดลงไป

ผมเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ
แต่ก็ทำได้แค่นั่งเฉยๆ 
เพราะเราสองคนยังไม่ได้คุยกันเลยสักคำ
ก็..ผมไม่รู้จะเริ่มบทสนทนายังไงดี



"พี่เลิกกับเขาแล้วล่ะ.."
ผมเลิกคิ้วสูง ผู้ชายคนนี้เลือกที่จะบอกผม

"เธอบอกว่า เราไกลกัน เวลาไม่มีค่อยมีให้กัน เธอไม่อยากพี่ต้องมานั่งรออยู่แบบนี้..."
เสียงนุ่มๆ หากแต่เจือพิษความสาหัสเอาไว้เปล่งออกมาอย่างยากลำบาก
ผมไม่ทักไม่ถามอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดไปเรื่อยๆ
เวลาแบบนี้เขาคงรู้สึกดีที่จะมีคนคอยนั่งฟังใกล้ๆ


"เธอบอกว่าพี่ดีเกินไป ดีเกินกว่าที่เธอจะปล่อยให้รอต่อไปแบบนี้"
ท้ายประโยคสั่นเครือ ผมสังเกตเห็นมือเปล่าของเขากำแน่น
ในใจคงเกินกว่าจะรับไหว... ร่างกายจึงต้องระบายออกมา
ผมทาบมือตัวเองลงบนหลังมือขาวซึดของเขา
มันสั่น...สั่นมากทีเดียว


อีกคราว...ที่เขาหันมามองผม
ผมกลับเลี่ยงที่จะมองประสาน
ไม่รู้ทำไม... แต่ผมลำบากใจที่จะสบตา
ตั้งแต่แรกแล้ว...ที่ผมเอาแต่แอบสำรวจเขาอยู่กลายๆ
แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ตัว
เขาจึงจ้องผมกลับมาบ้าง...

นับแต่นั้นพอผมบังเอิญไปเจอะดวงตาคู่นั้นของเขาเข้าทีไร
ผมก็..ต้องหลบมันเสียทุกที
เขาคงสงสัยว่าผมจะมองเขาทำไมบ่อยๆ
เด็กอย่างผมคงดูไม่มีมารยาทในสายตาเขาไปแล้วล่ะมั้ง



ดังนั้นผมจึงโล่งใจบอกไม่ถูก
ที่เขายอมเปิดใจกับผม และปล่อยให้ผมกุมมือเขาไว้



ผมดีใจนะ...




"ผมร้องเพลงให้ฟังเอาไหม?"

ผมยิ้มกว้างให้เขา เขายิ้มตอบกลับมา
ลมหนาววูบหนึ่งพัดผ่านผมไป
เย็นกายแต่อบอุ่นหัวใจกับรอยยิ้มนั่น

ผมกดฟันขาวลงบนริมฝีปากตัวเอง
เป็นอาการที่บอกให้ผมรู้ว่า ผมกำลังเขิน...
บางทีคนคนนี้ไม่เพียงแต่จะหล่อเหลา
หากแต่...สวยงามในเวลาเดียวกันด้วยต่างหากล่ะ





ผมหลับตาลงเปล่งเสียงกังวาลออกไป
ท่ามกลางเสียงสงัดของยามเช้าตรู่
แสงสีทองระบายฟ้าคราม
หมู่เมฆล่อยละล่องตามลมเอื่อย
ทุกอย่างงดงามจับตา

แต่ผมไม่กลับกล้าลืมตาขึ้นมอง
อีกสิ่งที่งดงามเกินบรรยาย
บุคคลที่อยู่แค่เอื้อมตรงนี้
ใกล้เสียจน...ผมกลัวใจตัวเอง
กลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงเต้นของมันใต้แผ่นอกของผม



ใบหน้าผมที่ร้อนผ่าวอยู่เป็นทุนเดิม
ทวีความร้อนขึ้นอีกเมื่อลมอุ่นๆ อังอยู่ตรงหน้า
เมื่อผมปรือตาขึ้นมอง
กลิ่นบุหรี่จางๆ แตะอยู่ที่ปลายจมูก... ชวนให้ผมใหลหลง
ลมร้อนไหลเข้าสู่โพรงปาก
รสชาติเจื่อนของแอลกอฮอล์ชัดเจนอยู่ที่ปลายลิ้น
ริมฝีปากสีสดของพี่แจจุงเบียดลงบนกลีบปากของผมซ้ำอีกครั้ง
มันเร่งเร้าให้ผมคลั่ง


ผมส่งแรงออกไปบ้าง
ผมรุกไล่จนเขาจนมุม
แผ่นหลังของเขาแนบติดกับกำแพงอิฐ
เขาครางเสียงแผ่ว
แต่มันกลับทำให้ผมหมดความอดทน



ผมต้องการคนคนนี้...

I want you under my skin!!




TBC...

.
.

.
.



‧::‧¸¸.·* *·.¸¸‧::‧‧::‧¸¸.·* *·.¸¸‧::‧‧::‧¸¸.·* *·.¸¸‧::‧‧::‧¸¸.·* *·.¸¸‧::‧‧::‧¸¸.·* *·.¸¸‧::‧‧::‧¸¸.·* ‧


Comments

( 5 comments — Leave a comment )
(Anonymous)
Oct. 1st, 2008 05:56 am (UTC)

อ๊ะ ๆ ๆ ขอกรี๊ดดัง ๆ ให้กับตอนนี้

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ชอบท่อนท้าย ๆ มากค่า

จะรอติดตามต่อนะจ้า
(Anonymous)
Oct. 23rd, 2008 09:46 am (UTC)
ไม่แต่งต่อแล้วหรือ
พี่โบว์เองนะจ๊า สังเกตดูหายไปเดือนนึงแล้วอ่ะ ไม่แต่งต่อแล้วเหรอ พี่อยากอ่านต่อมาก ๆ ถึงมากที่สุดเลย
สู้ ๆ จ้า
(Anonymous)
Nov. 16th, 2008 01:22 pm (UTC)

น้องตาล อยากบอกว่าพี่อยากอ่านต่ออีกน่ะค่ะ กำลังค้างเลยนะเนี่ย

ความทรงจำของการเจอกันครั้งแรกมักจะจดจำไปได้อีกนานแสนนาน

สองคนนี้เจอกันแบบไม่ธรรมดาจริงๆด้วย แล้วก้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นอีกเหรอ?

เพื่อนสนิททั้งสามคนนั้นมีเรื่องอะไรกัน? อย่าบอกนะว่าพี่ยุนจะต้องช้ำใจอีก

โฮ........ จิตตกไปเองอีกแล้ว ก้อเราสองคนรักพี่ยุนเหมือนกันนินาเนอะ

สู้ๆนะจ๊ะน้องตาล

พี่พิก
(Anonymous)
May. 30th, 2009 01:55 am (UTC)
สนุกมากกเลย ชอบแนวเศร้ามากเลยแต่ก็อย่าบีบคั้นมากเกินไป

แต่ว่าท่าทางแจจุงกับชางมินจะเป็นรักแรกพบมากกว่าใช่ปะค่ะ

แต่ว่ายังไม่กล้าเท่าไหร่ ยิ่งมินมินนี่ไม่กล้าสบตาแจจุง

น่ารักดีค่ะ จะคอยติดตามตอนต่อไปนะค่ะ
(Anonymous)
Mar. 13th, 2010 08:14 am (UTC)
โหยยยย กำลังซึ้งตรึงใจ
ไหงไม่แต่งต่อล่ะคับ??

เค้าอยากรู้ว่า2คนนี้จะยอมเปิดใจให้กันมั๊ยง้า ~ งื้อ ~ T^T
( 5 comments — Leave a comment )